breaking news

เอกชัย ปรีชากุล : บทบาทที่เปลี่ยนไป…แต่คงหัวใจสิงห์เจ้าท่า

April 17th, 2020 | by Admin
เอกชัย ปรีชากุล : บทบาทที่เปลี่ยนไป…แต่คงหัวใจสิงห์เจ้าท่า
News
0

ย้อนไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว แม้ตอนนั้นวงการฟุตบอลไทยระดับทีมชาติจะประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล หลังทัพ “ช้างศึก” ไต่ฟีฟ่าแรงกิ้งจนถึงอันดับ 42 ของโลก ในเดือนกันยายน ปี 2541 ทว่าลีกฟุตบอลไทยยังไม่แข็งแกร่งเหมือนปัจจุบัน ทำให้แข้งเยาวชนต้องดิ้นรนสุดความสามารถ หากอยากใช้ “อาชีพนักฟุตบอล” เลี้ยงปากท้อง ซึ่ง “โค้ชเอก” เอกชัย ปรีชากุล คือหนึ่งในนั้น…

 

“ผมเป็นชาวอยุธยาโดยกำเนิด เริ่มเล่นฟุตบอลตอน 10 ขวบ จริงๆ ค่อนข้างช้าถ้าเทียบกับนักบอลคนอื่น ตอนแรกกะเล่นแค่สนุก แต่เล่นไปเล่นมาฝีเท้าเริ่มพัฒนาขึ้นจนติดทีมโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถม จึงได้ตระเวนแข่งฟุตบอลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา” โค้ชเอก กล่าวถึงจุดเริ่มต้นชีวิตนักฟุตบอลในวัยเยาว์

นับตั้งแต่ “โค้ชเอก” เริ่มจริงจังกับวงการลูกหนัง เขาพยายามใส่ความมุ่งมั่นกับฟุตบอลให้มากทุกครั้งยามสัมผัสผืนหญ้า ทั้งช่วงซ้อมและแข่งขัน กระทั่งโชคเริ่มเข้าข้าง เพราะใครจะรู้ว่า จากเด็กบ้านนอกที่ไม่ได้โด่งดัง ได้มาเป็นนักฟุตบอลโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เพื่อเป็นบันไดสู่การค้าแข้งอาชีพในอนาคต

ความสำเร็จของ เอกชัย ปรีชากุล ขณะเป็นแข้งเยาวชนที่เขาไม่มีวันลืมคือการคว้าแชมป์จตุรมิตรร่วมกับโรงเรียนเทพศิรินทร์ สองหน (ปี 2540 และ 2542) จากนั้นฝีเท้าของเขาก็พัฒนาขึ้นตามลำดับกระทั่ง การท่าเรือ เอฟ.ซี. เปิดคัดนักฟุตบอล… เจ้าตัวเลยตัดสินใจตบเท้าเข้าคัดเพื่อหวังจะได้เป็นส่วนหนึ่งกับสโมสรที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานอย่างทัพ “สิงห์เจ้าท่า” และด้วยฝีเท้าที่ฉกาจเกินวัยในตำแหน่งกองกลาง เขาจึงได้เซ็นสัญญากับทีม

 

“ผมดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับสโมสรแห่งนี้”

“แต่ชีวิตนักฟุตบอลอาชีพมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะนอกจากต้องซ้อมฟุตบอลในช่วงบ่ายๆ เย็นๆ แล้ว ช่วงเช้าผมต้องตื่นไปเรียนหนังสือที่มหา’ลัย บอกเลยว่าความมีวินัยทำให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีส่งผลให้ผมสามารถมุ่งมั่นกับการค้าแข้งได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย” โค้ชเอกเผย

เจ้าตัวเป็นขุนพล “สิงห์เจ้าท่า” เกือบทศวรรษ ก่อนจะสามารถคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ซึ่งแชมป์ครั้งนั้นนับเป็น “ความสำเร็จ” ที่ยากจะลืม เพราะเขาได้เล่นท่ามกลางนักเตะมากความสามารถ ไม่ว่าจะเป็น พิพัฒน์ ต้นกันยา, จิรวัฒน์ มัครมย์, เกียรติเจริญ เรืองปาน รวมถึง “โค้ชจุก” อิทธิพล นนท์ศิริ กุนซือการท่าเรือ เอฟ.ซี. บี ในปัจจุบัน

จากนั้น โค้ชเอกชัย ในวัย 28 ย่าง 29 ปี จึงตัดสินใจย้ายทีมเพื่อหาความท้าทายใหม่ ซึ่งปลายทางของการตัดสินใจครั้งนี้คือทีมดังย่านแม่กลอง “ปลาทูคะนอง” สมุทรสงคราม เอฟ.ซี. เจ้าตัวย้ายไปอยู่สโมสรแห่งนั้น 2 ปี ก่อนจะย้ายกลับมา ท่าเรือฯ อีกหน

 

“ผมคิดถึงสโมสรแห่งนี้ (การท่าเรือ เอฟ.ซี.) ที่นี่เป็นยิ่งกว่าสโมสร เพราะมันคือครอบครัว… บรรยากาศจากวันสู่วันนี้มากกว่า 10 ปี ทุกอย่างดีเหมือนเดิม แต่ด้วยวิถีฟุตบอลทำให้ผมได้โอกาสไปเล่นให้จามจุรีฯ ประมาณ 2 ปี กระทั่งแขวนสตั๊ดในฤดูกาล 2558” โค้ชเอก กล่าว

จากนั้น เอกชัย ในวัย 33 ย่าง 34 ปี ตัดสินใจเข้าอบรมโค้ชจนได้ ซี ไลน์เซนส์ และได้โอกาสมาเป็นผู้ช่วยโค้ชอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี กระทั่งปี 2561 ได้รับบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ช่วยโค้ชเพื่อพาทีมมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ไปแข่งศึกฟุตบอลมหาวิทยาลัยชิงแชมป์เอเชีย และรางวัลแด่ความตั้งใจที่ได้มาคือตำแหน่ง “แชมป์”

 

ด้วยจังหวะชีวิตที่เหมาะสม เขาได้โอกาสจาก “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ และ “โค้ชจุก” อิทธิพล นนท์ศิริ ให้มาเป็นสตาฟฟ์ของการท่าเรือ เอฟ.ซี. บี

“ผมดีใจที่ได้กลับมารับใช้สโมสรนี้อีกครั้งในบทบาทผู้ช่วยผู้ฝึกสอน โดยหน้าที่หลักคือ การประชุมทีม วางโปรแกรมซ้อม จัดเสื้อผ้าแข่ง นัดหมายลูกทีม ซึ่งการตัดสินใจทุกครั้งจะต้องปรึกษาพี่จุก (หัวหน้าผู้ฝึกสอน) เสมอ เพราะเราทำงานเป็นทีม” โค้ชเอกชัย กล่าวถึงหน้าที่ในปัจจุบัน
“เป้าหมายต่อไปคือการพัฒนาฝีเท้านักฟุตบอลให้มากที่สุด เพื่อผลงานสโมสรและสร้างโอกาสให้ลูกทีมก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ให้เร็วที่สุด” อดีตมิดฟิลด์สิงห์เจ้าท่าเผย

อย่างไรก็ตาม “โค้ชเอก” ยังไม่ลืมฝากข้อคิดแก่แข้งรุ่นใหม่ว่า “สมัยนี้แม้โอกาสจะมากขึ้นเพราะมีลีกหลายระดับ มีสโมสรเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่อย่าลืม การแข่งขันก็สูงตามเช่นกัน ฉะนั้นสิ่งที่ต้องมีคือ “วินัย” และต้องคิดเสมอว่า ต้องทำทุกวันให้ดีที่สุด”

ได้แต่หวังว่าการทำงานอย่างหนักเพื่อเนรมิตปณิธานให้สำเร็จของ “โค้ชเอก” เอกชัย ปรีชากุล จะสำเร็จในไม่ช้านี้

 


 

20 years ago, Thailand’s football had a successful year since the country was ranked 42 of the world. In September, 1998, Thailand’s sport hadn’t been strong and developed enough as today’s, youths used to try very hard to be a footballer for looking after their families, which Aekachai Preechakul’s a part of……

”I was born and raised in Ayuttayha Province, when I was 10, I started playing football which, in general, was quite a bit late for a professional footballer. At first, I was playing it just for fun, but when I improved my skills, that was when I loved the sport and challenged myself until I got into my high school academy, then roamed around football matches after joining”.

Since Coach Aek started playing football seriously, he attempted to put his full effort every time he’s in the pitch, both in trainings and competitions. Until the luck‘s eventually on his side, Bangkok Christian College (BCC) invited him to become a footballer of its academy, that made him the future opportunity to be a professional footballer.

While he’s a youth player, his success was when he won a university contest with Debsirin School in 1997 and 1999. After winning 2 trophies, he developed his football performance. Until Port FC began its selection of footballer testing, he decided to take the test for being a part of the club that has a tremendous history. In short, with his impressive football skills, he finally made it to sign the contract.

Preechakul said that “I am so happy to be a part of the club”. “However, footballers’ lives are not that easy since I need to train in the afternoon and evening, in the morning, I still have to go to the university as well which’s that my enthusiasm got me through it.” “After a graduation, I am finally able to fully focus on the football career.”

Since a decade ago, he played for Port Fc, then the club won Thailand’s FA Cup, 11 years ago, which was counted as an unforgettable successful event that he was playing with skillful footballers such as Phipat Tongunyar, Jirawat Makkarom, Kiatjaroen Ruengparn, and Coach Jook, Itthipon Nonsiri who’s currently a head coach of Port FC, team B.

When Coach Aek was 28, he made a decision to move to another team in order to seek new challenges. As a result, he joined Samut Songkhram FC for 2 years, then came back to his home club, Port Fc.

Coach Aek said that “I miss this club, Port FC, the club had been more than just a football club to me, it is a family. Over more than 10 years, everything is still the same, however, with how the football goes, I got the opportunity to play for Chamchuri for 2 years before I retired in 2015.

When Aek was 33, he decided to enter the pro license course for being a professional football coach, then coached Assumption Thonburi School. In 2018, he was promoted as an assistant coach to compete in university’s football contest in Asia which his team won the trophy.

It was a perfect timing, Madam pang and Coach Jook gave him, Coach Aek, an opportunity to be a staff coach of Port Fc, team B.

“It’s an honour to return to this club, being an assistant trainer. My major responsibility is to have a meeting with the team, to plan a training programme, to look after players’ clothes and to manage team’s operation which every decision I make, I always want to consult the head coach, coach Jook as we are working as a team”

For his current role and responsibilities: my next goal is to train the footballers as much as I could to make them a professional also to better club’s performance as well as to bring youth footballers to the first team as soon as possible” former midfielder of Port FC said

Coach Aek’s message to youth footballers: “Even nowadays there are several opportunities and many clubs more than 20 years, but do remember that a competition amongst players is also tough so that having consistent discipline is a must and do your best in everyday.

Hoping that Coach Aek’s dedication and hard work will pay off soon.

 

Comments are closed.