breaking news

ภีมวัจน์ ชีวยะพันธ์ : แข้งดาวรุ่ง “สิงห์เจ้าท่า” หัวใจแกร่ง ผู้มีความตั้งใจเป็นอาวุธบนฟลอร์หญ้า

May 17th, 2020 | by Admin
ภีมวัจน์ ชีวยะพันธ์ : แข้งดาวรุ่ง “สิงห์เจ้าท่า” หัวใจแกร่ง ผู้มีความตั้งใจเป็นอาวุธบนฟลอร์หญ้า
News
0

แม้บางครั้งพื้นเพนักฟุตบอลหลายคนดูเหมือนไม่ได้ลิขิตมาให้เป็นแข้งอาชีพ แต่สุดท้ายด้วยทุกอย่างที่ถูกเนรมิตไว้ก่อนหน้านี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงโชคชะตากับการเป็นนักฟุตบอลได้… ซึ่ง ภีมวัจน์ ชีวยะพันธ์ แข้งเยาวชนของสโมสรการท่าเรือ เอฟ.ซี. คือหนึ่งในนั้น

“ผมเกิดที่จังหวัดสงขลาครับ ส่วนพ่อของผมเป็นคนราชบุรี ขณะที่แม่เป็นคนพัทลุง ท่านทั้งสองคนรับราชการครูทั้งคู่ ไม่มีใครเล่นกีฬาแต่อย่างใด ดูเผินๆ แล้วเหมือนชีวิตของผมจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับโลกลูกหนังเลย ทว่าผมกลับมีน้าปนัย (ปนัย คงประพันธ์) น้าแท้ๆ เป็นนักฟุตบอลอาชีพของทีมสงขลาฯ”

โดยปกติ เด็กทั่วๆ ไปที่ไม่มีพ่อหรือแม่เป็นคนวงการกีฬา แทบทั้งหมดจะไม่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นคน ”กีฬา” ทว่าชีวิตของ “ภีม” ที่มีพ่อและแม่เป็นครูกลับไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด หนำซำ้ทั้งคู่กลับตระเวนพา ภีมวัจน์ ในวัยเยาว์เล่นกีฬาหลายชนิดเพื่อหวังใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

“ใช่ครับ ผมเคยเล่นกีฬาหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเทนนิส กอล์ฟ ฯลฯ แต่กลับไม่รู้สึกชอบหรือเล่นแล้วถนัดเท่าไร จากนั้นด้วยความที่น้าปนัยของผมเป็นนักฟุตบอลอยู่แล้วจึงมีโอกาสได้ดูเขาแข่งบ่อยๆ จึงเริ่มซึมซับ และลองหัดเล่นแบบสนุกๆ โดยไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นนักฟุตบอลอาชีพแต่อย่างไร” ภีม กล่าวถึงจุดเริ่มต้นกับกีฬาฟุตบอลในวัยเด็ก

หลังจากที่หัดเล่นฟุตบอลตั้งแต่สมัยชั้นประถมต้น เล่นมาเรื่อยๆ กระทั่งอายุประมาณ 12 ปี ภีมวัจน์ จึงอยากเอาจริงเอาจังกับฟุตบอลมากขึ้น เนื่องจากเขาหลงรักกีฬาชนิดนี้หมดใจ หมดใจจนยกให้ฟุตบอลเป็นแสงนำทางชีวิตโดยมีพ่อและแม่คอยสนับสนุนความฝันของเขาอย่างเต็มที่…

“ภีม” เผยถึงเรื่องนี้ว่า “ช่วงแรกผมเริ่มซ้อมกับพ่อที่บ้าน ตั้งแต่การแปบอล เลี้ยงบอล ซ้อมวิ่ง เตะอัดกำแพง เรียกว่าตั้งแต่เบสิค พอเบสิคเริ่มแน่นแล้วก็ไปลงทีมกับคนแถวบ้าน รวมถึงดูสไตล์การเล่นของไอดอลในวงการลูกหนังของเราอย่าง เซร์คิโอ ซัวเรส ซึ่งตอนนั้นอยู่กับสงขลาฯ ไปด้วยว่าแข้งที่สามารถยกระดับทีมให้ดีขึ้นเป็นเท่าทวีเล่นยังไง จากนั้นเล่นไปเล่นมาอยู่ดีๆ ติดลม รู้สึกหลงใหลในฟุตบอลกระทั่งประมาณ 7 ปีที่แล้ว ผมตัดสินใจบอกพ่อและแม่ว่าอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ด้วยขณะนั้นพวกเราอาศัยอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ เนื่องจากพ่อเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนอยู่ที่นั่น จึงพยายามหาอะคาเดมี่สอนฟุตบอลที่ดีและเหมาะกับผมมากที่สุด ซึ่งสุดท้ายไปจบที่ โรงเรียนสอนฟุตบอลในขอนแก่น”

และเมื่อเขาตัดสินใจจริงจังว่าจะใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพแล้ว อุปสรรคขวากหนามใดๆ ก็ไม่สามารถทำอะไรแข้งรายนี้ได้เลย

“แม้ผมต้องนั่งรถจากบ้านที่ชัยภูมิไปที่สนามซ้อมถึง 80 กิโลเมตร ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ยอมรับเลยว่าไม่เคยรู้สึกเบื่อหรือเหนื่อยสักครั้งที่ได้โอกาสไปซ้อมบอล เพราะผมเลือกเส้นทางชีวิตแล้ว”

“จริงๆ ชีวิตนักฟุตบอลของผม ณ ตอนนั้นไม่ได้ซ้อมแค่วันเสาร์-อาทิตย์ เพราะช่วงวันจันทร์-ศุกร์ หลังเลิกเรียนทุกวันจะซ้อมที่โรงเรียนก่อน จากนั้นเมื่อถึงบ้านจะต้องมาฝึกพิเศษกับคุณพ่อต่อ ซึ่งบทเรียนแต่ละวันเพราะทุกช่วงเช้าของวันเสาร์-อาทิตย์จะต้องไปเรียนสลับกันไป โดยที่ผมไม่เคยทิ้งการเรียนแต่อย่างใด พิเศษยันบ่าย2 โมงเย็น เพราะพ่อและแม่สอนผมเสมอว่า ถึงแม้จะเป็นนักกีฬาที่เก่งแค่ไหน ก็ห้ามทิ้งการเรียน เพราะความรู้คือสิ่งที่จะต่อยอดชีวิตของเราได้หลังแขวนสตั๊ด ”

ลมหายใจทั้งเข้าและออกของเขาล้วนแล้วมีเพียงฟุตบอล เขาซ้อมอย่างหนักทุกวัน เพื่อรอโอกาสใดโอกาสหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตค้าแข้งเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด กระทั่งเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว เชฟโรเลตร่วมกับมูลนิธิซิโก้ จัดโครงการ “เล่นเพื่อฝัน” เพื่อหาเยาวชนไทย 5 คนไปดูฟุตบอลที่อังกฤษ ณ สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด รังเหย้าของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาโชว์ฟอร์มได้ดีจนเป็น 1 ใน 2 ตัวแทนจากชัยภูมิไปคัดรอบสุดท้าย แต่เขาก็พลาดโอกาสไป เพราะมีอาการไม่สบายในวันคัดวันสุดท้ายทำให้โชว์ฟอร์มได้ไม่เต็มที่

“จากวันนั้น เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอยากหันหลังให้วงการฟุตบอล ยอมรับว่าผิดหวังในตัวเองกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นสุดๆ ไม่มีใครสร้างกำลังใจให้ผมอยากกลับมาฮึดสู้กับเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้อีกครั้ง” ภีมวัจน์ ให้สัมภาษณ์

แต่ด้วยชะตาที่ถูกสร้างขึ้นแล้ว นักฟุตบอลต่อให้จะเบื่อ ท้อ หรืออยากหันหลังให้โลกลูกหนังแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องกลับมาอยู่ในวงการฟุตบอลอยู่วันยังค่ำ…

“หลังจากนั้นเมื่อทราบข่าวว่า ทีมชาติไทยมาอุ่นเครื่องที่ขอนแก่น พ่อของผมจึงรีบพาไปที่สนามแข่งในวันอุ่นเครื่องทันที เพราะท่านอยากหวังใช้โอกาสนี้จุดแรงกระตุ้นให้ผมกลับมาเอาดีกับฟุตบอลอีกครั้ง ซึ่งสุดท้ายดันจุดติดเสียอย่างงั้น เพราะผมได้โอกาสถ่ายรูปกับนักฟุตบอลหลายคน มันทำให้รู้สึกมีกำลัใจอีกครั้ง”

“ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนั้นมันคือแรงกระตุ้นชั้นดีให้ผมกลับมามีไฟกับการซ้อมบอลอย่างหนัก เพื่อหวังว่าสักวันจะได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพอีกครั้ง” แข้งหนุ่มวัย 19 ปี เล่าถึงอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนในชีวิต

“ภีม” กลับมาซ้อมอย่างหนักอีกหน ซึ่งคราวนี้สิ่งที่เขาเริ่มเน้นมากขึ้นคือการซ้อมยิง เลี้ยง รวมถึงใช้ทักษะต่างๆ กับเท้าข้างซ้ายซึ่งเป็นเท้าข้างไม่ถนัด…

“ใช่ครับ พ่อของผมอยากให้ใช้เท้าข้างไม่ถนัดให้เก่ง เก่งจนไม่ต่างอะไรกับการยิงประตูด้วยเท้าขวาซึ่งเป็นเท้าถนัด ความจริงเริ่มทำมาตั้งเเต่เด็กแล้ว แต่มาเน้นในช่วงนั้นให้มากขึ้น กว่าจะรู้ตัวว่าเริ่มยิงเท้าซ้ายได้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงเท้าขวา ยอมรับว่าฝึกอยู่นานพอตัว และที่สำคัญผมฝึกทุกวัน” ภีมวัจน์ เล่าถึงการซ้อมของตนเอง

กระทั่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โอกาสในการยกระดับชีวิตนักฟุตบอลจากการซ้อมอย่างหนักของเขาก็มาถึง…. หลังจาก ภีมวัจน์ ผ่านการคัดตัวจากสตาฟฟ์ของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ จนได้กลายเป็น 1 ใน 16 แข้ง ฟ็อกซ์ ฮันท์ 2

“ผมได้โอกาสไปแข่งในศึกคิง เพาเวอร์ คัพ ในฐานะแข้งของโรงเรียนชุมแพศึกษา จากจังหวัดขอนแก่น ซึ่งโรงเรียนของผมดันไปแพ้ในรอบชิงระดับภาค แต่ลึกๆ แล้วก็รู้สึกมั่นใจในฟอร์มของตนเอง และแอบลุ้นเล็กๆ ว่าจะโชว์ฟอร์มเข้าตาสตาฟฟ์ของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ และสุดท้ายประกาศชื่อออกมา ผมติด 1 ใน 30 คน ให้ไปคัดตัวเป็นแข้งฟ็อก ฮันท์ 2 ในรอบตัดสิน ซึ่งตอนแรกจะคัดเอาเพียง 10 คน แต่สุดท้ายกลับมีเซอไพร์ส รับถึง 16 คน ซึ่งผมก็ได้เป็นหนึ่งในนั้น”

หลังจากฝึกฟุตบอลที่อังกฤษได้ 2 ปีครึ่ง เมื่อกลับมาเมืองไทย ทุกอย่างใช่ว่าจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เพราะไม่มีใครจะถูกสโมสรชั้นนำในไทยมอบสัญญาให้ได้ หากนักฟุตบอลเหล่านั้นไม่เจ๋งจริง

“จริงๆ ผมไปคัดมาหลายที่ ใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าจะมาลงเอยที่สโมสรการท่าเรือ เอฟ.ซี. ต้องยอมรับเลยว่าฟุตบอลไทยสมัยนี้มีคู่แข่งเยอะ การที่จะโชว์ฝีเท้าให้เข้าตาโค้ชไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่ หากคุณซ้อมไม่ดีจริง…

“ผมขอขอบคุณ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสรฯ และสตาฟฟ์ของการท่าเรือ เอฟ.ซี. ทุกคนที่คอยแนะนำ รวมถึงดูแลพวกเราแข้งเยาวชนของทีมซ้อมและแข่งอยู่ตลอดตั้งแต่วันแรกยันวันนี้ ผมคงพูดอะไรมากกว่านี้ไม่ได้นอกจาก ผมจะตอบแทนด้วยฟอร์มการเล่นให้ดีที่สุดครับ” ภีม กล่าวถึงเป้าหมายกับการท่าเรือฯ

อย่างไรก็ตาม ภีมวัจน์ ในวัย 19 ปี หนึ่งในแข้งดาวรุ่งที่น่าจับตาคนนี้ ยังไม่ลืมที่จะฝากแง่คิดถึงแข้งรุ่นน้องว่า “สำหรับผมการได้มาเป็นนักเตะทีมเดียวกับแข้งที่ผมชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กอย่าง เซร์คิโอ ซัวเรส รวมถึง เอเลียส ดอเลาะ แบบนี้มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีความพยายาม อยากจะบอกจากใจจริงว่า ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด หากไม่ลอง ไม่พยายาม ความฝันที่ตั้งไว้จะเกิดขึ้นแบบที่คิดไม่ได้เป็นแน่ ขอให้น้องๆ ทุกคนสู้และมุ่งมั่นกับฟุตบอล ซึ่งเป็นเส้นทางที่รักต่อไป แล้วสักวันจะเห็นแสงสว่างจากปลายทางนั้น”

และนี่คือปฐมบทการเริ่มต้นเป็นนักฟุตบอลอาชีพของ “ภีม” ภีมวัจน์ ชีวยะพันธ์ แข้งที่เพิ่งได้รับสัญญานักฟุตบอลกับทีมการท่าเรือ เอฟ.ซี. จากวันนั้นสู่วันนี้ไม่มีอะไรง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก แต่.. เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีอะไรยากเกินความพยายามเช่นกัน

 

Comments are closed.