breaking news

พชร ชัยณรงค์ : แข้งภูธร ก้บภารกิจล่าฝันบนโลกลูกหนังให้เป็นจริง

May 9th, 2020 | by Admin
พชร ชัยณรงค์ : แข้งภูธร ก้บภารกิจล่าฝันบนโลกลูกหนังให้เป็นจริง
News
0

นักฟุตบอลหลายคนมักคิดว่าการที่ตนเป็นแข้งภูธร ไม่ได้มาจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร จะเป็นอุปสรรคชั้นดีที่ทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จในเส้นทางลูกหนังตั้งแต่เยาวชน บ้างก็เลิกเล่นเพราะท้อ บ้างก็เลิกเล่นเพราะเจอขวากหนามสารพัด

แต่หากลองมองมุมกลับปรับมุมมอง ถ้าแข้งเหล่านั้นผ่านอุปสรรคร้อยแปดนี้ไปได้ อาจทำให้พวกเขากลายเป็นนักฟุตบอลระดับประเทศได้สำเร็จ โดย “วันนี่” พชร ชัยณรงค์ เด็กหนุ่มจากจังหวัดบุรีรัมย์ คือหนึ่งในแข้งที่กำลังฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นเพื่อหวังเป็นนักฟุตบอลอาชีพตามฝันให้จงได้

“ผมเกิดที่ตำบลลำดวน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ครับ ครอบครัวเป็นชาวนาที่พออยู่พอกินไม่ได้มีฐานะเหมือนเพื่อนนักฟุตบอลหลายๆ คน ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีใครสนใจฟุตบอลเเม้แต่คนเดียว เรียกง่ายๆ ว่าที่ผมเล่นฟุตบอลคือการผ่าเหล่าออกมาจากคนในครอบครัวทั้งหมด เพราะตั้งแต่จำความได้สมัยเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยกก็เริ่มเตะบอลกับเพื่อนที่โรงเรียนแล้ว (ฮ่าๆ)” วันนี่ เล่าถึงชีวิตในวัยเยาว์

และแน่นอนว่านักฟุตบอลอาชีพส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็เริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้มาจากความสนุก กระทั่งหลงรักกับโลกลูกหนังไปโดยไม่รู้ตัว

“วันนี่” เผยถึงเรื่องนี้ว่า “ผมก็ไม่รู้ว่าผมชอบฟุตบอลตั้งแต่เมื่อไร แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้ขึ้นใจเลยคือผมรักกีฬาชนิดนี้มาเสียจนอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ อยากใช้ฟุตบอลเป็นแสงนำทางชีวิต เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่านักฟุตบอลจากภูธรคนนี้จะสามารถไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับทีมชั้นนำในไทยได้เฉกเช่นแข้งรายอื่น ผมจึงเริ่มจริงจังกับโลกลูกหนังตั้งแต่อายุ 13 ปี”

เขาพยายามซ้อมอย่างหนัก
เขาพยายามมุ่งมั่นกับฟุตบอลให้มากที่สุด
และเขาพยายามแก้ไขจุดอ่อนตามคำโค้ชสั่งให้มากที่สุด

“ผมเริ่มเล่นฟุตบอลจริงๆ จังๆ ครั้งแรกในตำแหน่งตัวรุกริมเส้นซ้าย-ขวา เพราะโค้ชเห็นว่าผมมีความเร็ว กระทั่งโรงเรียนเทพศิรินทร์ พุแค จังหวัดสระบุรี เปิดคัดนักฟุตบอลตอนผมอายุประมาณ 14 ปี ด้วยขณะนั้นผมอยากลองเทียบฝีเท้าตนเองกับแข้งรุ่นราวคราวเดียวกันว่าผมจะดีพอที่สามารถคัดผ่านหรือไม่ จึงลองไปคัดดู ซึ่งจริงๆ ทั้งครอบครัวและตนเองก็ไม่กดดันอะไร เพราะเชื่อว่าหากผมไปคัดแบบมีแรงกดดันแบกหลังมาตั้งแต่เริ่มคงโชว์ฟอร์มเหมือนที่ซ้อมมาไม่ได้เป็นแน่”

และด้วยฝีเท้าที่เก่งเกินวัย ‘วันนี่’ เด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 จากจังหวัดบุรีรัมย์ จึงได้ย้ายไปยังสถาบันการศึกษาชื่อดังด้านลูกหนังเยาวชนไทยอย่างโรงเรียนเทพศิรินทร์ พุแค ได้สำเร็จ

พชร ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า “สิ่งแรกที่ผมรู้สึกหลังคัดตัวติดคือ ผมต้องพัฒนาตนเองอีกมากหากอยากเป็นตัวหลักให้กับทีม เพราะการเล่นฟุตบอลในโรงเรียนชั้นนำของไทยสิ่งที่ต้องมีคือการเล่นให้เป็นระบบ เน้นเล่นเพื่อทีมมาก่อนเล่นเพื่อตนเอง ซึ่งนี่คือสิ่งแรกที่ผมพยายามปรับ และกว่าจะปรับตัวได้ก็ใช้เวลาอยู่นานพอควร และอีกสิ่งที่ต้องปรับยกใหญ่คือการเปลี่ยนตำแหน่งการเล่นจากปีกมาเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า…”

หลัง “วันนี่” ซ้อมกับทีมเทพศิรินทร์ พุแค เสร็จในช่วงเย็น เขามักใช้เวลาต่อจากนั้นด้วยการซ้อมยิงประตูคนเดียวเพื่อพัฒนาการจบสกอร์ให้เฉียบคมกว่าที่เป็นมา โดยที่ยังไม่ลืมพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงบอล หรือพัฒนาสปีดการวิ่งให้ไวขึ้นควบคู่กันไป โดยที่ไม่เคยสนใจว่าจะมีเพื่อคนไหนอยู่ซ้อมกับเขาด้วยหรือไม่ เพราะเด็กหนุ่มจากจังหวัดบุรีรัมย์รายนี้มีเป้าหมายเพียงการแข่งกับตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมในทุกวันเท่านั้น…

“ใช่ครับ ผมมักซ้อมยิงประตู หรือทักษะส่วนตัวหลังซ้อมกับทีมเสร็จ จนฝีเท้าผมเริ่มพัฒนาขึ้นตามความพยายาม และด้วยการที่เพื่อนๆ พยายามช่วยกันเล่น ช่วยกันไล่บอล ใส่เกินร้อยทุกเเมตช์ทำให้ เทพศิรินทร์ พุแค คว้าอันดับ 3 ศึกไพรม์ มินิสเตอร์ คัพ 2017 ได้สำเร็จ และจากนั้นไม่นาน โรงเรียนเครือเทพศิรินทร์ได้มีการจัดทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลการกุศล โดยมีเครือโรงเรียนเทพศิรินทร์ 4 โรงเรียนตบเท้าเข้าร่วมชิงความหนึ่ง ได้แก่ เทพศิรินทร์, เทพศิรินทร์ร่มเกล้า, เทพศิรินทร์เชียงใหม่ และเทพศิรินทร์ พุแค ด้วยจังหวะที่เหมาะเจาะผมดันโชว์ฟอร์มดีตั้งแต่แต่นัดเปิดสนามกับเทพศิรินทร์ร่มเกล้า จนไปเข้าตา ผอ.สุพจน์ (สุพจน์ หล้าธรรม) ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ สถาบันลูกหนังเยาวชนชั้นนำของไทยซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมแข่งศึกจตุรมิตรสามัคคีทุกปี ท่านเลยชวนไปเล่นกับ เทพศิรินทร์ใหญ่ ซึ่งตอนแรกต้องยอมรับเลยว่า ‘ไม่กล้าไป’ เพราะรู้สึกว่าสถานะนักฟุตบอลกับโรงเรียนเดิมถือว่าดีอยู่แล้ว หากย้ายโรงเรียนก็เปรียบเสมือนการเริ่มใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำความรู้จักเพื่อนร่วมทีม ระบบฟุตบอล และเผชิญกับแรงกดดันที่มากขึ้น”

“ทว่าเหมือนทุกอย่างฟ้าลิขิตมาแล้วทั้งสิ้น หลังจากที่ผมปฏิเสธคำชวนของ ผอ.สุพจน์ ไปในรอบแรก จากนั้นไม่นานท่านจึงเดินทางจากกรุงเทพฯ ขึ้นมาบุรีรัมย์เพื่อบุกมาหาผมถึงบ้าน โดยมีเป้าหมายเดียวคือการชวนผมไปเล่นให้กับเทพศิรินทร์ใหญ่ให้ได้ ซึ่งขณะนั้นผมรู้แล้วว่า ผอ.สุพจน์ มีความตั้งใจอยากดึงผมไปช่วยทีมจริงๆ ผมจึงตอบไปแบบแทบไม่ต้องคิดว่า ‘ครับ’ ผมจะไปเล่นให้เทพศิรินทร์” วันนี่ เล่าถึงวินาทีที่ได้เป็นนักฟุตบอลโรงเรียนเทพศิรินทร์

จากนั้นปี 2019 คือช่วงขาขึ้นของแข้งภูธรรายนี้อย่างแท้จริง

เพราะเขาพาทัพ “ลูกแม่รำเพย” คว้าแชมป์ แชมป์ฟุตบอลนักเรียนชิงถ้วยผู้บัญชาการทหารอากาศ

เพราะเขาพาทัพ “ลูกแม่รำเพย” คว้าแชมป์จตุรมิตรสามัคคีครั้งที่ 29 และทิ้งท้ายด้วยการเป็นรองแชมป์ฟุตบอลนักเรียนของกรมพลศึกษาอีกหนึ่งโทรฟี่

“หากนับว่าปีที่ผ่านมาคือช่วงขาขึ้นสำหรับชีวิตนักฟุตบอลของผม คงปฏิเสธอะไรไม่ได้ เพราะทั้งฟอร์มการเล่น และรางวัลที่ได้ ทุกอย่างกว่าจะได้มาไม่มีคำว่าโชคช่วย และเช่นกันกับช่วงต้นปีนี้ (ปี 2020) การได้เซ็นสัญญากับทีมการท่าเรือ เอฟ.ซี บี คงจะเป็นอีกหนึ่งโมเมนท์ประทับใจของผมไปอีกนาน”

“เพราะการท่าเรือ เอฟ.ซี. คือทีมที่ดีที่สุดในไทย เมื่อมีข้อเสนอเข้ามา ผมไม่จำเป็นต้องคิดนาน และต้องตบท้าวเข้าเซ็นสัญญาเพื่อเป็นนักฟุตบอลสิงห์เจ้าท่าให้เร็วที่สุด” วันนี่ กล่าว

หากพูดตามความจริง พชร คือเด็กหนุ่มที่มีความฝัน และอยากที่จะเนรมิตมันให้กลายเป็นความจริงแบบปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากทุกวันนี้เขายังคงเป็น ‘วันนี่’ คนเดิม คนที่มักมุ่งมั่นกับฟุตบอลสุดหัวใจเพื่อหวังเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสรชั้นนำให้ได้ในสักวัน

“การย้ายมาเป็นครอบครัวสิงห์เจ้าท่าบีในฐานะนักฟุตบอล ยังไม่ใช่ความสำเร็จสุดท้ายที่ตั้งเป้าไว้ แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ผมยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก หลายคนอาจบอกว่าผมผ่านอะไรมาเยอะทั้งๆ ที่อายุเพียง 18 ปี จริงๆ จะบอกว่าใช่มันก็ไม่เชิง เพราะผมเชื่อว่าพี่ๆ นักฟุตบอลอาชีพที่เราเห็นในปัจจุบันเขาผ่านอะไรมามากกว่าผมอีกหลายเท่าทวีคูณ”

สิ่งหนึ่งที่หลายคนอยากถามคือชีวิตนักฟุตบอลเยาวชนจากภูธรหากอยากเป็นแข้งอาชีพมันไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเคยท้อ เคยเบื่อ บ้างไหม “วันนี่” เผยว่า “แน่นอนว่าเคยครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมไม่เคยทิ้งความฝันการเป็นนักฟุตบอลอาชีพเลยคือ พ่อและแม่ เพราะนอกจากผมอยากทำฝันตนเองให้เป็นความจริงแล้ว ผมอยากให้ท่านทั้ง 2 ดีใจที่มีลูกที่ประสบความสำเร็จในชีวิต”

“อย่างไรก็ตามอีกสิ่งที่ผมอยากบอกกับนักฟุตบอลรุ่นน้อง หรือรุ่นราวคราวเดียวกันที่กำลังหมดไฟในการเป็นนักฟุตบอลคือ ‘ถ้าเรารักในสิ่งที่ทำ เราต้องทำมันให้ดีที่สุด’ เช่นกันหากอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพแน่นอนว่าอุปสรรคขวากหนามต้องมีนับร้อยนับพัน ผมเชื่อว่าขนาดตัวผมที่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบยังสู้กับอุปสรรคมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนทีม การเปลี่ยนตำแหน่งการเล่น ฯลฯ ยังสามารถเซ็นสัญญากับ ‘สิงห์เจ้าท่า’ บี ได้ สักวันเพื่อนๆ หรือน้องๆ ก็จะประสบความสำเร็จตามที่ฝันไว้เป็นแน่ หากไม่ท้อต่ออุปสรรคไปเสียก่อน” พชร ชัยณรงค์ กล่าวให้กำลังใจทิ้งท้าย

อยากเก่งต้องขยัน แต่ปัจจุบันไม่ขวนขวาย ไม่ต้องทายอนาคต… ชีวิตนักฟุตบอลก็เช่นกัน

 

Comments are closed.