breaking news

ราฟาเอล มอนเตโร : โค้ชฟิตเนส “บราซิลหัวใจไทย” เบื้องหลังความสำเร็จทัพสิงห์เจ้าท่า

April 26th, 2020 | by Admin
ราฟาเอล มอนเตโร : โค้ชฟิตเนส “บราซิลหัวใจไทย” เบื้องหลังความสำเร็จทัพสิงห์เจ้าท่า
News
0

ดินแดน “แซมบ้า” คือหนึ่งในอาณาเขตที่คนประเทศนี้บ้าฟุตบอลไม่แพ้ใครชาติใดในโลก แทบทุกคนหายใจเข้าออกเป็นฟุตบอล สังเกตได้จากลีกลูกหนังทั่วโลกที่ต้องมีนักเตะชาวบราซิลเลี่ยนเป็นหนึ่งในนั้น

ยกตัวอย่างง่ายๆ จากศึกไทยลีก ที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1996 มีนักฟุตบอลจากแดน “แซมบ้า” เข้ามาสร้างความสำเร็จให้แฟนบอลชาวไทยต้องจดจำนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส แนวรุกตัวเก่งของทัพ “สิงห์เจ้าท่า”, เคลตัน ซิลวา, ดิโอโก ฯลฯ ซึ่ง ราฟาเอล มอนเตโร นักกายภาพบำบัดของ การท่าเรือ เอฟ.ซี. คือหนึ่งในชาวบราซิลเลี่ยนที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพเช่นกัน

“ผมการันตีเลยว่าชาวบราซิลเลี่ยนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเดินตามฝันนั้นได้” ราฟาเอล เริ่มกล่าว

“ผมอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก แต่ด้วยฝีเท้าที่ยังไม่ดีพอ ทำให้ความฝันนี้ไม่สำเร็จ และด้วยความรักในกีฬาชนิดนี้ ผมเลยตั้งปณิธานไว้ว่าจะทำอะไรก็ได้ที่อยู่ในวงการฟุตบอล หลังเรียนจบไม่นาน ในปี 2000 ผมได้โอกาสเข้าทำงานเป็นโค้ชฟิตเนสให้กับนักเตะชุดเยาวชนของสโมสรโบตาโฟโก้ ในประเทศบราซิลไล่มาตั้งแต่อายุ 9, 11, 13 และ 15 ปี”

จากนั้นเจ้าตัวได้โอกาสไปทำงานกับทีมฟุตบอลหลายสโมสรในบราซิล และด้วยจังหวะชีวิตที่พลิกผันซึ่งเขาเองก็ไม่เคยคิดว่าจะได้มาทำงานในฐานะโค้ชฟิตเนสกับทีมฟุตบอลที่ประเทศไทย…

ราฟาเอล เผยถึงเรื่องนี้ว่า “ผมเจอ คาร์ลอส โรแบร์โต้ เฮดโค้ชทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ณ ขณะนั้น (ปี 2009) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ เป็นผู้จัดการทีม หลังทำงานได้ไม่นาน ตนเริ่มหลงรักประเทศไทย เนื่องจากการทำงานกับบุคลากรชาวไทยหลายๆ คน โดยเฉพาะกับคุณนวลพรรณ ล่ำซำ ทำให้ผมมีความสุข เพราะเขาเป็นกันเอง เมื่อมีปัญหาก็มักช่วยกันหาทางออกเสมอ”

ช่วงปลายปี 2009 เขาได้ย้ายไปทำงานกับสโมสรฟุตบอลอาชีพในไทยอีกประมาณ 3 ปีครึ่ง ก่อนจะกลับบ้านเกิด กระทั่งไปเจอ โจเซ่ อัลเวส บอจีส ที่กรุงริโอ เดอจาเนโร และถูกชักชวนให้มาเป็นนักกายภาพกับสโมสรในไทยอีกประมาณ 3 ปี ก่อนจะตบเท้ามาเป็นโค้ชฟิตเนสของทัพ “สิงห์เจ้าท่า” ในปี 2017 ถึงปัจจุบัน

“ผมรู้สึกดีใจที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรแห่งนี้ (การท่าเรือ เอฟ.ซี.) แน่นอนว่าการที่ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานร่วมกับ คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ตั้งแต่ทำงานร่วมกันในแคมป์ทีมฟุตบอลหญิง มันทำให้ผมใช้เวลาคิดไม่นานเมื่อได้ข้อเสนอมา”

“นอกจากนี้การที่ทีมการท่าเรือ เอฟ.ซี. ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มันยิ่งทำให้ตัดสินใจง่ายกว่าเดิม เพราะตอนนี้ผมมีภรรยาและลูก 2 คน ที่ต้องดูแล ฉะนั้นการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ฯลฯ จึงเหมาะกับผมที่สุด” ราฟาเอล กล่าว

ส่วนเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับ ราฟาเอล มอนเตโร คือการผิวปากส่งสัญญาณให้นักฟุตบอลทำตามคำสั่ง ซึ่งเสียงนี้บางครั้งดังกว่าการใช้นกหวีดเสียอีก…

“ความจริงผมเริ่มผิวปากให้นักฟุตบอลทำตามคำสั่งได้ประมาณ 10 ปีแล้ว สาเหตุที่ทำคือผมไม่อยากใช้นกหวีดทั่วไปเป่า เพราะมันไม่มีเอกลักษณ์… อีกทั้งถ้าจะใช้นิ้วช่วยเป่าก็สกปรก”

“ขณะที่การผิวปากของผมมีหลายลักษณะ ทั้งเสียงสบายๆ สนุกสนาน เคร่งขรึม โกรธ บางทีอารมณ์ไม่ดีเราก็เป่าเสียงดังมาก ดังจนนักฟุตบอลสะดุ้ง บางทีอารมณ์ดีก็จะเป่าเสียงพอดีๆ ชิวๆ ซึ่งนักเตะเขาจะรู้อารมณ์ของผมดีว่า ณ ขณะนั้นเป็นยังไง (ฮ่าๆ)” โค้ชฟิตเนสชาวบราซิลเลี่ยน เผย

สำหรับโลกลูกหนังปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดูแลตนเองด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา คือสิ่งสำคัญไม่แพ้กับการซ้อมในสนาม

“นักฟุตบอลยุคใหม่หากอยากประสบความสำเร็จ ปีกขวา หรือซ้าย จะเปิดบอลเก่งอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีความเร็ว และยิงได้ดี ส่วนกองหลังจะดักบอลดีอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องวางบอลจากหลังสู่หน้าที่ดี ศูนย์หน้าจะรอยิงในเขตโทษอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเคลื่อนที่ฉีกแนวรับเพื่อมารับบอลได้ดี… ซึ่งความสามารถที่ต้องมากขึ้นตามโลกฟุตบอลในปัจจุบัน ทำให้นักเตะต้องมีความฟิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมาจากอะไรไม่ได้นอกจากการนำหลักวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้”

“และอีกหลักการที่ผมจะบอกนักฟุตบอลที่ดูแลทุกครั้งว่า หากอยากประสบความสำเร็จ จงซ้อมให้ดี กินให้ดี และนอนให้พอ หากใครทำได้ความฝันที่วาดไว้จะไม่ไกลเกินเอื้อมเป็นแน่ ” อดีตนักกายภาพทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย กล่าว

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังฝากความรู้สึกถึงครอบครัวทิ้งท้ายว่า “ครอบครัวในชีวิตจริงของผมคือ ภรรยา และลูกอีก 2 คน คือแรงใจสำคัญที่ทำให้ผมมีไฟในการทำงานได้เฉกเช่นทุกวันนี้ เพราะภรรยาของผมเขาดูแลผมและลูกๆ ดีมาก ดีจนทำให้ผมทำงานที่ได้รับมอบหมายจนไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง”

“ส่วนครอบครัวในโลกฟุตบอลคือ ครอบครัว “สิงห์เจ้าท่า” พวกคุณทำให้ผมรู้ว่าฟุตบอลมันเป็นยิ่งกว่ากีฬาและสโมสรการท่าเรือ เอฟ.ซี. เป็นยิ่งกว่าสโมสร เพราะพวกเราคือครอบครัว ในวันที่แพ้พวกคุณไม่เคยทิ้งเราไปไหน สุขก็สุขไปด้วยกัน ทุกข์ก็ทุกข์ไปด้วยกัน คงไม่มีอะไรพูดไปได้นอกจาก ขอบคุณจากใจ…” ราฟาเอล กล่าวทิ้งท้าย

นี่คืออีกหนึ่งคนทำงานเบื้องหลังสำคัญของสโมสร การท่าเรือ เอฟ.ซี ที่สามารถคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ครั้งแรกในรอบ 10 ปี รวมถึงยังไร้พ่ายหลังออกสตาร์ท 4 เกมแรกในศึกไทยลีก 2020 ด้วยสถิติชนะ 3 เสมอ 1 พร้อมรั้งอันดับ 3 ของตารางได้สำเร็จ…

 

Comments are closed.