breaking news

ธนบูรณ์ เกษารัตน์ : ทัศนคติที่ดีคืออาวุธสำคัญในการเล่นฟุตบอล

June 27th, 2020 | by Admin
ธนบูรณ์ เกษารัตน์ : ทัศนคติที่ดีคืออาวุธสำคัญในการเล่นฟุตบอล
News
0

บุสเก็ตส์เมืองไทย คือฉายาที่นิยามถึง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ มิดฟิลด์เชิงสูงแห่งทัพ “สิงห์เจ้าท่า” และด้วยฉายาระดับนี้ ความคาดหวังที่มีต่อ “ตั้ม” คงดูไม่จืดเป็นแน่… กว่าจะมีวันนี้ ในวัย 26 ย่าง 27 ปี เขาผ่านมรสุมเกือบทั้งหมดมาได้ด้วย “ทัศนคติที่ดี” ทั้งสิ้น

“ผมเริ่มเล่นฟุตบอลตอนอายุ 8 ขวบ ที่โรงเรียนวัดราษฎร์บูรณะ แรกๆ หวังเล่นแค่สนุก ได้อยู่กับเพื่อน ไม่คิดว่าจะกลายมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพเหมือนวันนี้” ธนบูรณ์ กล่าวถึงชีวิตในวัยเด็ก

ทว่าคนรอบกายหลายคนที่เขารู้จัก โดยเฉพาะพี่ชายสุดที่รักของตั้มอย่าง “สมเจตน์ เกษารัตน์” คือคีย์แมนสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจยกให้ฟุตบอลเป็นเส้นทางนำชีวิต”

“พอเล่นไปเล่นมาสักระยะ ผมค่อยๆ เปลี่ยนจากเด็กที่ชอบเตะบอล เป็นหลงรักฟุตบอล โดยมีพี่ชาย (สมเจตน์ เกษารัตน์) เป็นแบบอย่าง พี่ชายคนนี้เป็นนักบอลในศึกไทยลีกเล่นกับทีมดังๆ มามาก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การท่าเรือ เอฟ.ซี.”

“ทว่าสิ่งสำคัญที่ผมต้องเผชิญในโลกลูกหนังคือสมัยอยู่ชั้นประถมศึกษา ขณะนั้นทรัพยากรบุคคลที่ไม่เพียงพอทำให้โรงเรียนไม่สามารถส่งแข่งฟุตบอล 11 คนได้ ทำได้แต่เล่นฟุตบอล 7 คน 9 คน และฟุตซอลเท่านั้น” กองกลางวัย 26 ปี เผย

นักฟุตบอลอาชีพในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะผ่านการเล่นฟุตบอล 11 คน มาตั้งแต่อายุ 8 หรือ 9 ขวบ อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่าลูกกลมๆ มีลมอยู่ข้างในอย่างโลกลูกหนัง ความสำเร็จย่อมไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะ “ตั้ม” เพิ่งจะมาเล่นฟุตบอลสนามใหญ่ตอนอายุ 14 ปี กับโรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ

“ผมต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ศูนย์ เพราะฟุตบอลสนามใหญ่กับสนามเล็กต่างกันสิ้นเชิง สิ่งที่ผมต้องแก้ไขมีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการมองเกมให้กว้างขึ้น เพราะถ้าเล่นกองกลางจังหวะออกบอลถ้าจะทำได้ดี ต้องมองเกมให้กว้างเพื่อจ่ายบอลให้ทีมได้เปรียบที่สุด ปรับจังหวะการเล่นให้เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการดูจังหวะว่าตอนไหนควรเลี้ยง ควรจ่าย รวมถึงทำหน้าที่กับตำแหน่งที่รับมอบหมายให้ดีที่สุดเพราะฟุตบอลสนามใหญ่ไม่จำเป็นต้องโรเตชันตำแหน่งตลอดเหมือนสนามเล็ก”

“สิ่งที่ผมต้องทำคือซ้อมให้มากที่สุด ทำตนเองให้ดีขึ้นในทุกวัน แต่ปีแรกที่เริ่มซ้อมบอลสนามใหญ่ แม้จะทำหน้าที่ทั้งในและนอกสนามหนักกว่าคนอื่นแค่ไหน ดันแทบไม่ได้โอกาสลงเล่น ยอมรับว่าท้อ จนเกือบย้ายไปโรงเรียนใกล้บ้านเพื่อโอกาสใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและการลงเล่นที่มากขึ้น”

แต่ด้วยความคิดที่ล้ำเกินวัย ทำให้เขาตัดสินใจหันหัวเรือกลับ และอยู่โรงเรียนเดิมต่อไปเพื่อพิสูจน์ตัวเอง จนเริ่มได้โอกาสลงสนามในปีถัดมา และยิงยาวจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

“มานึกย้อนไป รู้สึกดีใจที่ตัดสินใจสู้ต่อ เพราะจากนั้นผมได้โอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องและค่อยๆ พัฒนาตนเองขึ้นมาจนเป็นกำลังหลักของทีม จริงๆ ยังไม่รู้เลยว่าถ้าเราตัดสินใจหันหลังจากโรงเรียนมัธยมที่มีทุกอย่างพร้อมให้เรากลายเป็นแข้งชั้นยอดเพียงเพราะไม่ได้โอกาสลงสนามเนื่องจากฝีเท้ายังไม่ดีพอ คงไม่มี ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ในวันนี้”

เขาผ่านเวทีฟุตบอลแข้งขาสั้นและประสบความสำเร็จมานับไม่ถ้วน ลากยาวมาจนได้รับสัญญานักฟุตบอลอาชีพ และติดทีมชาติไทยหลายชุด เช่น ยู-19, ยู-21, ยู-23 และชุดใหญ่ ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมได้มาแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ซีเกมส์ 2 สมัย (ปี 2013 และ 2015), แชมป์อาเซียน คัพ 2 สมัย (ปี 2014 และ 2016), อันดับ 4 เอเชียนเกมส์ และเป็นกำลังหลักให้กับทีมชาติไทยจนฝ่าด่านหักปากเซียนเข้าไปถึงฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก รอบ 12 ทีมสุดท้าย ได้สำเร็จ… ทว่าใครจะไปรู้ปี 2017 ที่ ธนบูรณ์ ในวัย 23 ปี กำลังอยู่บนจุดพีคสุดในอาชีพการค้าแข้ง ต้องมาบาดเจ็บหนักที่สุดในชีวิตจนความฝันทุกอย่างพังลงในพริบตาเดียว

“ตอนนั้นผมมาแข่งในฐานะทีมเยือนที่แพท สเตเดียม เมื่อ 3 ปีที่แล้ว จังหวะปะทะกับคู่แข่ง ผมรู้เลยว่าเอ็นอาจฉีกขาดแต่คิดว่าอาจไม่ขาดเยอะ อย่างไรก็ตามพอไปเข้าเครื่องเอ็มอาร์ไอที่โรงพยาบาล และรู้ผลว่าเอ็นไขว้หน้าเข่าซ้ายและเอ็นยึดเข่าด้านหลังขาด รวมถึงหมอนรองกระดูกฉีก ผม “สลบ” ไปเลย ยอมรับว่าทำใจไม่ได้ในช่วงแรก เพราะเวลาทุกอย่างของผมเหมือนถูกหยุดเอาไว้ แต่คนอื่นกลับเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว”

“แต่ผมพยายามรวบรวมสติและทำทุกอย่างเพื่อจะกลับมาเตะบอลให้เร็วที่สุด ซึ่งสิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนั้นคือการเข้าคอร์สกายภาพบำบัด 5-6 ชั่วโมงต่อวัน เช้า 9.30 – 12.00 น. และ 15.00 -17.30 น. ทำแบบนี้ทุกวัน ถามว่าเหนื่อยไหม… เหนื่อยมาก แต่จะทำไงได้ หากผมกายภาพบำบัดแค่มื้อเดียว (2-3 ชั่วโมง) แบบคนทั่วไปคงต้องพักนานกว่าครึ่งปี” ตั้ม เผย

หากถามว่าอาการบาดเจ็บที่ได้รับจากสนามแพท สเตเดียม ในฐานะคู่แข่ง ณ ตอนนั้น มาวันนี้เขากลายมาเป็น “ครอบครัวสิงห์เจ้าท่า”
เจ้าของฉายาบุสเก็ตส์เมืองไทย เล่าถึงเรื่องนี้ว่า “รวมๆ แล้วไม่ได้ติดใจอะไร ผมต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าทั้งในสนามและนอกสนาม เพราะผมมีความคิดว่า ‘จะต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเสมอ’ หากไม่อยากหยุดพัฒนา”

นอกจากนี้ ธนบูรณ์ ยังฝากความคิดถึงแฟนบอลทัพ “สิงห์เจ้าท่า” อีกว่า “อีกไม่นานฟุตบอลจะกลับมาแข่งอีกครั้ง อดใจรอกันหน่อยนะครับ ผมรู้ว่าแฟนบอลอยากดูทีมรักอย่างท่าเรือฯ นักบอลเองก็อยากเล่นจนอดใจแทบไม่ไหว อย่างไรก็ตามหากวันที่ 12 กันยายนนี้ ต้องเปลี่ยนการเชียร์จากขอบสนามเป็นขอบหน้าจอ ก็ขอให้ติดตามกันเหมือนเดิม เพราะกำลังใจจากผู้เล่นคนที่ 12 จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้พวกเราใส่เกินร้อยจนกว่ากรรมการจะเป่านกหวีดหมดเวลาแน่นอน”

และนี่เป็นเพียงหนึ่งพาร์ทของ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กับชีวิตนักฟุตบอลที่ใครหลายคนควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะนอกจากฝีเท้าชั้นยอดที่มี ทัศนคติในการใช้ชีวิตก็ดีไม่แพ้กัน…

Comments are closed.