breaking news

ศิวกร จักขุประสาท : จากเด็กน้อยตามพ่อดูการท่าเรือสู่กัปตันสิงห์เจ้าท่า

May 11th, 2020 | by Admin
ศิวกร จักขุประสาท : จากเด็กน้อยตามพ่อดูการท่าเรือสู่กัปตันสิงห์เจ้าท่า
News
0

ในอดีตที่ผ่านมาหลายครอบครัวส่วนใหญ่ ผู้ปกครองมักไม่อยากให้บุตรหลานเล่นฟุตบอลเพื่อหาเลี้ยงชีพ เนื่องจากปัจจัยหลายๆ อย่างยังไม่เอื้ออำนวย ทว่าชีวิตของ “กลิ้ง” ศิวกร จักขุประสาท ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เหมือนประโยคข้างต้นอย่างสิ้นเชิง

“แม้ผมจะเกิดมาในครอบครัวที่ไม่มีใครเป็นนักฟุตบอล แต่ผมเชื่อว่าพ่อของผมก็รักฟุตบอลไม่แพ้บรรดานักบอลอาชีพ สมัยเด็กๆ ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมโตมากับการนั่งอยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์ เพื่อดูถ่ายทอดสดฟุตบอลต่างประเทศ ส่วนฟุตบอลไทยพ่อผมมักจะพาผมไปเชียร์ทีมการท่าเรือตั้งแต่เด็ก พ่อของผมถือเป็นแฟนบอลตัวยงของทีม “สิงห์เจ้าท่า” เลยก็ว่าได้” ศิวกร เล่าถึงความทรงจำแรกๆ กับโลกลูกหนัง

จากการได้คลุกคลีกับกีฬาฟุตบอลในฐานะผู้ชมตั้งแต่เด็ก… คงไม่แปลกหาก ศิวกร จักขุประสาท ในวัย 8 ขวบ อยากลองสัมผัสสนามหญ้าในฐานะนักฟุตบอลรุ่นจิ๋วสักครั้ง

“จุดเริ่มต้นการเป็นนักบอลของผม ผมคิดว่าเริ่มมาจากการที่ผมเห็นนักบอลเยาวชนซ้อมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ตรงสนามฟุตบอลหน้าช็อปสโมสรการท่าเรือ

ผมเลยปรึกษากับพ่อว่าอยากลองไปซ้อมฟุตบอลช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งท่านก็สนับสนุน เพราะพ่อเองก็รักกีฬานี้อยู่แล้ว และเมื่อได้เข้าไปซ้อมซึ่งตอนนั้นโค้ชที่มาฝึกสอนนักบอลเยาวชนคือ โค้ชไชยวัฒน์ พรหมมัญ อดีตนายทวารทีมชาติไทย และเป็นโค้ชผู้รักษาประตูให้การท่าเรือ เอฟ.ซี.ในตอนนั้นด้วย นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้จักสโมสรการท่าเรือ เอฟ.ซี. มากขึ้น”

“กลิ้ง” คือคนที่หลงรักฟุตบอลตั้งแต่เด็ก เขาพยายามซ้อมอย่างหนัก ตระเวนแข่งตามตารางที่มีเพื่อพัฒนาประสบการณ์บนโลกลูกหนังให้เร็วที่สุด และขณะนั้นด้วยจังหวะชีวิตที่เหมาะเจาะ ทั้งฝีเท้าและโอกาส ทำให้ ศิวกร ในวัย 9 ขวบ มีชีวิตแข้งขาสั้นที่ก้าวกระโดดสุดขีด…

กัปตันการท่าเรือ เอฟ.ซี. วัย 28 ปี กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ตอนนั้นน่าจะอายุประมาณ 9 ขวบ ผมได้โอกาสจากศูนย์ฝึกอบรมของคริสตจักรไปแข่งที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการแข่งที่ต่างประเทศครั้งแรก และยังได้โอกาสซ้อมร่วมกับทีมที่พี่ตอง (กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์) และ พี่ปก (ปกเกล้า อนันต์) ซ้อมอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นผมยังผ่านการคัดเลือกจากโครงการ ‘เป๊ปซี่ แมนยูฯ ซอคเกอร์สคูล’ ซึ่งได้ไปซ้อมฟุตบอลกับแมนฯ ยูไนเต็ด 10 วันอีกด้วย”

ปีต่อมา “กลิ้ง” ได้ย้ายไปเป็นนักฟุตบอลของสโมสรกรุงเทพคริสเตียนฯ ตั้งแต่ชั้นป.6 จนถึง ม.4 และย้ายไปร่วมทีมโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก จนสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ตอนนั้น”กลิ้ง” มีอายุเพียง 18 ปี ก็ได้รับความสนใจจากหลากหลายสโมสรในศึกไทยลีกมาจีบไปร่วมทีมอีกด้วย

“ตอนนั้นมีหลายสโมสรให้ความสนใจในตัวผม แต่เมื่อได้ยินชื่อ การท่าเรือ เอฟ.ซี. ว่าเป็นหนึ่งในนั้น ผมจึงไม่คิดเยอะ และตอบตกลงเซ็นสัญญากับทัพ ‘สิงห์เจ้าท่า’ ทันที”

“สิ่งที่ทำให้ผมเลือกทีมนี้เพราะ ผมมีความผูกพันตั้งแต่ตอนที่ผมได้ซ้อมกับ อาจารย์ไชยวัฒน์ รวมถึงเวลาว่าง ผมมักจะมาที่การท่าเรือฯ เสมอ ทั้งในฐานะนักฟุตบอลที่กลับมาซ้อมและในฐานะกองเชียร์”

นอกจากนี้อีกสิ่งที่ทำให้เขาเลือกเซ็นสัญญาเป็นนักเตะ “สิงห์เจ้าท่า” โดยแทบไม่ต้องคิดนั้นมาจากคุณพ่อของเขา…

“พ่อของผมเป็นแฟนการท่าเรือ เอฟ.ซี. ตั้งแต่ผมยังไม่เกิด… จากวันนั้นถึงวันนี้ท่านยังซื้อตั๋วเข้าชมเกมทุกนัดถ้าไม่ติดภารกิจอะไรจริงๆก็จะมาเชียร์ทีมเสมอ หลายๆคนก็คงเห็นพ่อผมบนโซนซีอยู่บ่อยๆ ใครเจอทักทาย หรือติชมแนะนำผมกับพ่อก็ได้นะครับ(ยิ้ม)”

“กลิ้ง” เริ่มต้นสัญญากับการท่าเรือ เอฟ.ซี. ในปี 2011 ด้วยบทบาทการเป็นแข้งดาวรุ่งที่แม้ช่วงแรกจะได้โอกาสลงเล่นเพียง 5 นาที ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ย่อท้อ แต่ตั้งใจฝึกฝนจนพัฒนาฝีเท้าขึ้นอย่างก้าวกระโดดและใช้เวลาไม่นานจนได้โอกาสเล่นเต็มเกมในช่วงท้ายฤดูกาล

ทว่าในซีซั่นต่อมาเขาต้องย้ายไปอยู่กับ เมืองทองฯ จนกระทั่งปี 2015 เหมือนโชคชะตาที่ทำให้ได้กลับมายังถิ่นเดิม หรือสโมสรการท่าเรือ เอฟ.ซี. บ้านหลังแรกในโลกลูกหนังของเขาอีกครั้ง

“ความรู้สึกแรกที่ได้กลับมาที่นี่ ‘ดีใจครับ’ มันเหมือนได้กลับบ้านอีกครั้ง ที่นี่เป็นยิ่งกว่าสโมสร เป็นเหมือนบ้านหลังแรกที่ผมได้เริ่มสัมผัสฟุตบอล จากเด็กตัวเล็กๆ ที่ซ้อมที่สนามหน้าสโมสร และยังได้มาดูรุ่นพี่อย่าง พี่โจ้ (ศรายุทธ ชัยคำดี) พี่จุก (อิทธิพล นนท์ศิริ) ฯลฯ ลงรับใช้สโมสร และมาวันนี้ผมก็ได้อยู่ในฐานะนักฟุตบอลท่าเรือแบบพี่ๆเขา มันเป็นสิ่งที่ผมดีใจและภูมิใจมาก ซึ่งก็ต้องขอบคุณมาดามแป้งที่ให้ผมกลับมาที่ แพท สเตเดี้ยม อีกครั้ง”

ศิวกร คือนักเตะรายเดียวที่เป็นแข้งเยาวชนของสโมสรและยังอยู่กับทีมท่าเรือชุดใหญ่ในปัจจุบัน เขาผ่านทุกอย่างมากับ การท่าเรือ เอฟ.ซี. ตั้งสมัย “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ คุมทีม สมัยท่าเรือฯ ต้องหล่นไปเล่นในลีกรอง กระทั่งกลับมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นได้อีกครั้ง รวมถึงความสำเร็จที่รอคอยในรอบทศวรรษกับการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา

“ผมผ่านมาหลายยุคหลายเหตุการณ์กับสโมสรแห่งนี้ สมัยที่ทีมตกชั้นเมื่อปี 2015 ผมเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันที่จะอยู่และสู้กับทุกคนในทีมต่อไป แม้จะต้องเล่นในลีกรอง เพราะผมเชื่อว่าพวกเราดีพอและทุกคนที่อยู่พร้อมสู้เพื่อทีมให้กลับมายืนในศึกไทยได้อีกครั้งหนึ่ง” ศิวกร ให้สัมภาษณ์

นอกจากนี้ แข้งวัย 28 ปี รายนี้ยังไม่ลืมที่จะบอกความในใจแก่แฟนบอล “สิงห์เจ้าท่า” ว่า “ขอบคุณแฟนบอลการท่าเรือฯ ทุกคนที่เคียงข้างสนับสนุนทีมมาโดยตลอด ทั้งในยามสุขทุกข์ ยามที่ทีมแพ้ก็ยังสู้ไปด้วยกัน ไม่เคยทิ้งกันไปไหน ขอบคุณจากใจครับ และในช่วงนี้อยากให้ทุกคนดูแลตัวเอง แล้วเจอกันอีกครั้งหลังบอลกลับมาเตะนะครับ” กัปตันกลิ้งกล่าวทิ้งท้าย

 

Comments are closed.